สภาแห่งชาติของจีนเผยเนื้อหาบางส่วนของ “ร่างกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง” ซึ่งรวมถึงการเตรียมจัดตั้ง “สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ” และ “พฤติการณ์แบ่งแยกดินแดน” ถือเป็น “อาชญากรรม”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.โดยอ้างจากรายงานของสำนักข่าวซินหัว ว่าสภาบริหารสูงสุดของสภาประชาชนแห่งชาติ ( เอ็นพีซี ) ในกรุงปักกิ่ง เสร็จสิ้นการประชุมลับยาวนาน 3 วันเมื่อวันเสาร์ ที่ประเด็นหลักของการหารือเกี่ยวกับ “การจัดตั้งและปฏิรูปกรอบกฎหมาย และการบังคับใช้กลไกเพื่อพิทักษ์ความมั่นคงแห่งชาติ ภายในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง” เพื่อเตรียมบัญญัติเป็น “กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง” ซึ่งที่ประชุมชุดใหญ่ของเอ็นพีซีเห็นชอบหลักการพื้นฐาน เมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าจีนจะบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเมื่อใด แต่เป็นที่คาดการณ์ในวงกว้าง ว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติของฮ่องกง ( เล็กโค ) ชุดใหม่ทั้ง 70 ที่นั่ง หลังครบวาระ 4 ปี ซึ่งมีกำหนดลงคะแนนในวันที่ 6 ก.ย.นี้
 
สำหรับข้อมูลบางส่วนซึ่งมีการเปิดเผยแล้ว คือการเตรียมจัดตั้ง “สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ” ในฮ่องกง พร้อมตำแหน่ง “ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง” การห้ามมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดจัดกิจกรรมที่ถือเป็น “การท้าทายอย่างร้ายแรง” ต่อหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ การทำลายหลักนิติธรรมแห่งรัฐ ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและการพัฒนาผลประโยชน์นั้น
  
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยังระบุให้พฤติกรรมที่มีเจตนาล้มล้างอำนาจการปกครอง การแบ่งแยกดินแดน และการเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนับสนุนจาก “กองกำลังต่างชาติ” เพื่อบ่อนทำลายรัฐบาลกลางในกรุงปักกิ่ง “คือพฤติการณ์อันเป็นอาชญากรรม”

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังย้ำการที่คณะผู้บริหารฮ่องกงต้องใช้อำนาจตามความในมาตรา 23 ของเบสิกลอว์ซึ่งเป็นกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง ยับยั้งป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อสั่นคลอนระบอบการปกครอง โดยหัวหน้าคณะผู้บริหารที่ตอนนี้คือนางแค์รี แลม มีอำนาจแต่งตั้งผู้พิพากษา “เฉพาะกิจ” เพื่อพิจารณาคดีความมั่นคง แต่รัฐบาลปักกิ่ง “สามารถใช้อำนาจเหนือกว่าในบางกรณี”
 
อย่างไรก็ตาม การกำหนดบทลงโทษยังไม่เป็นที่ชัดเจน ขณะที่สื่อบางแห่งรายงานก่อนหน้านั้น ว่าอาจมีการบัญญัติการส่งตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงให้ไปเข้ารับการไต่สวนต่อที่แผ่นดินใหญ่ด้วย ซึ่งรายงานของซินหัวยังไม่ได้ระบุเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่าการบัญญัติกฎหมาย “จะเสร็จสิ้นภายในอนาคตอันใกล้นี้”